Posted by
natapat
,
No Comments

ปล่าวนะครับ ผมไม่ได้ท้าทายหรือหาเรื่องใครนะครับ พอดีผมมีภาระกิจต้องไปพักผ่อนแถบทะเลใต้ในวันที่ 30 เม-ย. นี้ กว่าจะได้กลับมาก็วันที่ 4 เดือนหน้า ดังนั้นผมจึงไม่มีเวลาดูแลบล็อกของผม ก็เลยอยากฝากให้กับเพื่อนๆที่หลงเข้ามาช่วยดูแลให้ด้วยนะครับ อ้อ ! ผมเปลี่ยนหน้าตาบล็อกใหม่นิดหน่อย (จริงๆก็ไม่หน่อยแฮะ เปลี่ยนหมดเลย :p) ถูกใจกด 1900 ตามด้วย p1เอ๊ย ! ไม่ใช่ ถูกใจ ไม่ถูกใจยังไงก็บอกกันมาได้นะครับ ผมอยากให้ช่วยกันทดสอบหน่อยว่า เมื่อแต่ละคน แต่ละเครื่องเปิดเว็บผม แล้วการแสดงผลมันเป็นอย่างไรบ้าง เพราะผมลองแสดงผลผ่าน Firefox ปรากฏว่าผ่านฉลุย แสดงผลได้ตรงตามที่ผมต้องการ แต่เมื่อลองรันบน IE ก็มีเพี้ยนๆนิดหน่อย บนความละเอียด 1140 X 900 pixel Wild Screen ยังไงถ้าใครทดลองแล้วผลมันเพี้ยน มันดียังไงก็ช่วยโพสบอกผมหน่อยก็ดีนะครับ กลับมาแล้วผมจะได้รีบปรับปรุง
ฝากไว้ก่อนนะครับ แล้วจะรีบกลับมาดูแลตามเดิม
แบ่งกันอ่านนะจ๊ะ
These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
Posted by
natapat
,
No Comments

ผมเป็นคนคิดเยอะ อยากทำอะไรเยอะแยะไปหมด ผมจึงมีอะไรหลายๆอย่างที่คิดค้าง ทำค้างเต็มไปหมด ยกตัวอย่างแค่สิ่งที่ใกล้ตัว อย่างห้องนอนผม ผมเตรียมจะตกแต่งใหม่ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เตรียมรูป เตรียมแบบสำหรับปรับเปลี่ยนผนังไว้ตั้งแต่ต้นปี แต่ล่วงเลยมาจนจะหมดเดือนสี่ ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จนรูปที่ปริ้นท์มาเพื่อจะติดผนังห้องเริ่มซีดไปหมด เพราะยังไม่ได้เอาไปเคลือบ -*-
หรืออย่างบล็อกนี้ ที่ตอนแรกผมอยากจะใส่ Forum เข้าไปเพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้เข้าเยี่ยมชมได้มากยิ่งขึ้น แต่จนบัดนี้ เปิดมา 4 เดือน ผมก็ยังจัดการไม่เสร็จ ไหนจะอยากใส่หน้า Wallpaper หน้า Graphic Comment และหน้าอื่นๆอีกหลายหลาก ที่คิดปุบปับขึ้นมา หรือคิดมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เรียบร้อยลงตัวซักที
สาเหตุของการเป็นคนแบบนี้ ผมวิเคราะห์ตัวเองแบบฟันธง ก็คือ ผมเป็นคนขี้เบื่อ ชอบเปลี่ยนแปลงบ่อย วันนี้ชอบสีแดง พรุ่งนี้ชอบสีเขียว เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เกมที่ผมเล่นแล้วสามารถเล่นจนจบเกม แทบจะนับเกมได้ อย่างล่าสุด ผมเล่น Call of Duty 4 เล่นมาตั้งแต่ต้นปี พึ่งจะมาเคลียร์ตอนสงกรานต์ หรืออย่างเกมออนไลน์ ผมเล่นได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เบื่อ ยกเว้นปังย่า ที่เล่นได้นานกว่าเพื่อน เกือบๆจะ 2 ปี ก่อนจะซาๆไปช่วงนี้
และอาการแบบนี้ เป็นอาการที่ไม่ใช่แค่ผมที่เป็น หลายๆคนเป็นคนขี้เบื่อยิ่งกว่าผม แถมบางคนไปขี้เบื่อในเรื่องที่ไม่สมควร อย่างเรื่องการคบหากันเป็นแฟน ของวัยรุ่นสมัยนี้ ที่ผมเห็นว่า เปลี่ยนคุ่ควงกัน เหมือนเห็นเป็นของเล่น เบื่อแล้วก็เลิก หรือกรณีที่ไม่เปลี่ยนแต่มีเพิ่ม อย่างที่เรียกว่า “กิ๊ก” อันนี้ยิ่งหนัก แค่มีคู่ควงมากกว่าหนึ่งคนก็แย่แล้ว แต่นี่เล่นเป็นคู่นอนกันเลย ซึ่งกลายเป็นแฟชั่น ที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในสังคมวัยรุ่นไทย
เขียนถึงเรื่องนี้ ผมเหมือนตาแก่เขียนสอนเด็ก ซึ่งจริงๆผมก็ยังไม่แก่เท่าไหร่ อายุยังไม่เลย 30 ด้วยซ้ำ แต่กับเรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นคนดีเด่มาจากไหน และไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยเป็นเหมือนวัยรุ่นสมัยนี้ในเรื่องอย่างว่า ผมเองก็ผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาแล้ว รับผลกรรมมาแล้ว ถึงได้หยุดคิดหยุดทำเรื่องแบบนี้
คนเราต่างคนต่างความคิด ไม่โดนกับตัวเองหรือคนใกล้ตัว จะไม่มีวันรู้สำนึก ถามผมว่าถ้ามีคนสวยน่ารัก เข้ามาหา มาขอเป็นกิ๊ก ผมจะไม่สนใจเลยใช่มั๊ย บอกตามตรง ไม่มีใครไม่สนหรอกนะครับ แต่ทุกการตัดสินใจ มันอยู่ภายใต้จิตสำนึกครับ ผมต่อสู้กับจิตสำนึกมาตลอด และมันก็ชนะตลอดซะด้วย ทำให้ผมยังรักเดียวใจเดียวมาจนถึงทุกวันนี้
เพราะอะไรครับผมถึงคิดได้ เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่ตามมามันจะเลวร้ายอย่างไรไงหล่ะครับ ถ้าผมหลวมตัวแอบมีกิ๊ก แล้วกิ๊กดันปิ้งผมเกินกิ๊ก จนระรานแฟนผมขึ้นมา คิดดูสิครับ งานเข้าแน่นอนทีนี้ เผลอๆผมจะเสียทั้งสองทาง ซึ่งไม่คุ้มค่าแน่นอน จำไว้นะครับ ไม่มีสัจจะในหมู่โจรฉันใด สัจจะในหมู่กิ๊กก็เชื่อไม่ได้ฉันนั้น
อย่าให้สติถูกครอบงำด้วยความมักง่ายเลยครับ.
แบ่งกันอ่านนะจ๊ะ
These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
Posted by
natapat
,
No Comments

หลังจากอั้นมานาน สุดท้ายร้อนนี้ก็ถูกดับด้วยฝนชุ่นฉ่ำจนได้ เฮ้อ ! ไอ้หายร้อน ก็หายอยู่ แต่ช่วงเวลาที่ตกนี่สิ ผมสงสารคนทำงานที่กำลังเดินทางกลับบ้านในช่วงเย็นเหลือเกิน เป็นโชคดีของผมที่เลิกงานตอน 4 โมงทำให้หลบฝนได้หวุดหวิด (ที่บ้านผมตกประมาณ 5 โมงกว่า)
มีการวิเคราะห์กันว่า ฝนฟ้าที่ตกในช่วงนี้ เป็นผลกระทบของโลกร้อน เพราะตามปกติ กว่าที่พายุฝนจะมาต้องเป็นหลังกลางเดือนพฤษภาคมไปแล้ว แต่นี่มาเร็วกว่าที่ควรเป็นร่วมเดือน ซึ่งทำให้คิดได้ว่า ธรรมชาติ กำลังเอาคืนมนุษย์เราอีกคำรบหนึ่งแล้ว
ผมเองก็เป็นมนุษย์ออฟฟิศคนหนึ่ง ซึ่งต้องนั่งงานในห้องเอร์ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเพิ่มอุณหภูมิของโลก ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมเองซึ่งที่บ้านไม่มีแอร์ และก็ไม่ได้เดินทางไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ ได้แต่นั่งเล่นนอนเล่น สาดน้ำเล่น พอเข้าบ้านก็ร้อนตับแล่บ เฝ้าแต่คิดถึงวันทำงาน อยากกลับไปนั่งในห้องแอร์เร็วๆ พแมาเจอกับฝนตก พายุเข้าก่อนฤดูกาล มนูษย์ห้องแอร์อย่างผม ก็เริ่มคิดถึงการทำงานแบบที่ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ การทำงานอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อย่างเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ซึ่งทำงานอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จะทำอย่างไร ให้คนออฟฟิศ อย่างพวกผม สามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบนั้นได้บ้าง ทำงานท่ามกลางธรรมชาติ แต่ทำงานในแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบัญชี การเงิน การตลาด ฝ่ายออกแบบ ผมว่าคงสนุกดี เวลาประชุมทุกฝ่าย ก็ประชุมกันใต้ต้นไม้ใหญ่ มีลำธารอยู่ข้างๆ ผมว่า บรรยากาศการประชุมคงสนุกไม่น้อย
เป็นออฟฟิศในฝัน ซึ่งถ้าสามารถทำแบบนั้นได้ผมว่าคงดีมากๆเลย เพราะการสูดอากาศจากธรรมชาติ น่าจะช่วยให้ทำงานได้เต็มที่กว่าสูดอากาศ จากเครื่องปรับอากาศเป็นไหนๆ แต่ความคิดนี้ก็คงเป็นแค่ธาตุอากาศ ที่มีโอกาสเป็นไปได้ยากเหลือเกิน แต่ถ้าใครพบเจอออฟฟิศแบบที่ผมว่า ช่วยบอกผมด้วยนะครับ ผมจะรีบไปสมัครทำงานทันทีเลย
อากาศเปลี่ยนแปลง ร่างกายใครอ่อนแอ ช่วงนี้ก็เตรียมดูแลกันให้ดีๆนะครับ และรับประกันเลยว่า จะยังต้องเผชิญสภาวะอากาศแบบนี้ ไปอีกนานเลย
แบ่งกันอ่านนะจ๊ะ
These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
Posted by
natapat
,
No Comments
ผมและคนอื่นๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ออกแบบอย่างเดียว หรือผู้ที่ทำเกี่ยวกับโค้ดต่างๆ หรือทั้งออกแบบและเขียนโค้ด ผมคิดว่าต่างก็ต้องเคยหาตัวอย่างงาน ตัวอย่าง Template แบบต่างๆ เพื่อเป็น Guide line ในการทำงานมาบ้างไม่มากก็น้อย หรืออาจะดาวน์โหลด Template หรือ Themes ของ CMS มาใช้งาน อย่างตัวผมเอง เมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่หัดใช้ PHP-Nuke ใหม่ๆ ผมก็โหลด Themes ของ PHP-Nuke มาใช้เป็นร้อยๆ Themes ก่อนที่จะหัดทำเอง และใช้งานแค่ตัวที่ตัวเองออกแบบไว้ ก่อนเว็บจะปิดตัวลง
Wordpress ก็เป็น CMS ตัวหนึ่ง ที่มี Themes ออกมาให้ดาวน์โหลดไปใช้มากมาย ผมเองก็ดาวน์โหลดเก็บไว้ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ไม่ได้นำมาใช้ นอกจากจะลองเล่นกับ Server จำลอง เพราะผมคิดว่า ตัว Themes Default ที่ Wordpress ให้ไว้ เป็นตัวที่ใช้งานได้ดีที่สุด แก้ไขง่ายที่สุดแล้ว
หันมาดูกระดานข่าว ทั้ง PHPbb, SMF และตัวอื่นๆที่นิยมใช้กัน ต่างก็มี Themes หรือหน้ากากออกมาให้เลือกใช้กันมากมาย ซึ่งจากจุดนี้ สะท้อนความจริงออกมาอย่างชัดเจนว่า หน้าตาก็ยังเป็นจุดแรกที่ทำให้คนสนใจ
ที่ผมเขียนเกี่ยวกับ Template และ Themes ส่วนหนึ่งเพราะเป็นคนชอบเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ Web ตัวเองบ่อยมาก ซึ่งเว็บตัวแรกของผม มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบถึง 8 แบบ ในรอบ 5 ปี ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร และเมื่อหันมาใช้ Wordpress เป็นตัวทำเว็บไซต์ ใจจริงผมก็อยากจะเปลี่ยนหน้าตาทุกๆเดือน แต่ด้วยความที่กลัวคนจะจำเว็บตัวเองไม่ได้ ก็เลยไม่เปลี่ยนรูปแบบดีกว่า นอกจากเปลี่ยนแค่ส่วน Head และ Background ก็พอ
เอาหละครับ มาเข้าเรื่องของ Web Template กันดีกว่าครับ ในเมืองไทยมีผู้ให้บริการขาย Web Template อยู่หลายเจ้า แต่เจ้าที่ผมยกให้เป็นเบอร์หนึ่งก็คือ Ready Planet และของต่างประเทศผมยกให้ Template Monster ซึ่งทั้ง 2 เจ้าที่ผมยกตัวอย่างเป็น Template แบบที่ต้องเสียเงินซื้อมาใช้งาน ซึ่งก็นับว่าคุ้มค่ากับ Template ที่ออกแบบมาอย่างสร้างสรร และทันสมัย ถ้าคุณเป็นผู้ที่พอจะมีความรู้ทางด้านการทำเว็บไซต์อยู่บ้าง อยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง หรือของบริษัท แต่นึกไอเดียการออกแบบไม่ออก การซื้อ Template มาใช้ ผมคิดว่าเป็นทางออกที่ดี
แต่ถ้าคุณเป็นผู้ทำเว็บ แต่อัตคัดเรื่องเงินทอง จะซื้อ Template มาใช้ก็เสียดายเงิน การหาดาวน์โหลดของฟรีจึงเป็นทางออกสุดท้าย แต่ Template ที่หาโหลดได้ฟรีทาง Internet มักจะเป็นแบบธรรมดาๆ จนถึงธรรมดามาก ดังคำที่ว่า ของฟรีและดี(แทบ)ไม่มีในโลก และแต่ละเว็บที่แจก Template แบบนี้มักจะ “กั๊ก” ทำออกมาแบบไม่สุดๆ ด้วยเหตุผล เพื่อให้ผู้ใช้นำไปศึกษาและต่อยอดกันเอาเอง เพื่อพัฒนารอยหยักในสมองกันบ้าง ไม่ใช่คอยแต่จะกอปปี้กันเพียงอย่างเดียว (ข้อนี้ผมเห็นด้วยอย่างแรง) ดังนั้นผมจึงต้องตอบสนองความต้องการ ของท่านผู้มีน้ำใจทั้งหลาย ด้วยการนำ Web Template ต่างๆ ที่ผมรวบรวมไว้ นำมาแกะ นำมาพัฒนาเพิ่มเติม อธิบายถึงโครงสร้างของ Template การปรับแต่ง วิธีการแก้ไขต่างๆ และนำมาแจกต่ออีกทอดหนึ่ง โดยยังคงเครดิตของผู้พัฒนาดั้งเดิมไว้ ทั้งนี้ ผมมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เริ่มทำเว็บ สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในโลก Internet ที่ภาษา English เป็นภาษาหลัก Manual หรือคู่มือ คำอธิบายต่างๆ จึงออกมาเป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด ซึ่งผมเชื่อว่ามีหลายคนทีมีปัญหาทางด้านภาษา แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า เราจะรอแต่ให้มีคนคอยแปลเป็นภาษาไทยให้อย่างเดียว เราจำเป็นต้องสร้างเสริมความรู้ทางด้านภาษาให้กับตัวเองด้วย เพราะถ้ามัวแต่รอการ Translate เราก็ทิ้งคำว่า Update ไปได้เลย เพราะกว่าจะมีใครมาแปล มาเขียนลง Blog ให้ มันก็แปรสภาพจาก Update เป็น Out ไปเรียบร้อยแล้ว
ผมสนับสนุนให้คนไทยเก่ง คิดเป็น ทำเป็น ต่อยอดได้ อาจจะไม่ต้องขนาดคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด แค่นี้ผมว่าพัฒนาการของไทยในโลก Internet ก็ไม่แพ้ใครในโลกครับ วันนี้เขียนยาวมากมาย ผมขอยกเอา ตัวอย่าง Template ตัวแรกที่จะแกะ เอาไว้เป็นบทความต่อไปนะครับ อ้อ ! แต่บอกไว้ก่อนนะครับ ความรู้ของผมเองก็ไม่ได้มากมายอะไร อาจจะมีขาดตกบกพร่องไปบ้าง โดยเฉพาะเรื่องโค้ดต่างๆ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผม ทั้งนี้ผมจะเน้นหนักไปทางการปรับแต่งเฉพาะจุดนะครับ เช่น การเปลี่ยนรูปที่ Head การปรับขนาดตัวอักษร การเพิ่มเนื้อหา อะไรประมาณนี้ เพื่อไม่ให้ออกเป็นวิชาการเกินไป (เพราะผมเองก็วิชาการไม่ไหว ฮา)
แบ่งกันอ่านนะจ๊ะ
These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
Posted by
natapat
,
No Comments
สาเหตุที่เขียนถึง Web 2.0 ไม่ใช่เพราะว่าผมมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับ Web 2.0 แต่เป็นเพราะ ผมเองในฐานะ Blogger ในฐานะคนทำเว็บคนหนึ่ง ที่อยู่ท่ามกลางพัฒนาการของเทคโนโลยี การติดตามและนำมาใช้ ก็เหมือนกับเป็นกฏบังคับกลายๆของผู็ทำงานทางด้านนี้
แม้ว่าผมเองจะถนัดทางด้านงานออกแบบมากกว่า ที่จะมาเขียนพวกโค้ด พวกโปรแกรมต่างๆ แต่ไอ้การที่จะหลบเลี่ยงไม่ใช้งาน ไม่ติดตามเทคโนโลยีพวกนี้เลย มันเป็นไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของปากท้อง เพราะหากว่าผมไม่พัฒนาตามเทคโนโลยี ผมก็คงไม่สามารถรับงานทางด้านนี้ได้อีกในอนาคต เพราะผมจะกลายเป็นคนทำเว็บที่ตกยุคไปทันที ซึ่งก็คงไม่มีใครจ้างคนทำเว็บ ที่ทำเป็นแต่เว็บเชยๆ แข็งๆ ไม่ทันสมัยอีกต่อไป
การศึกษาเทคโนโลยี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานจึงมีความจำเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ถนัดนักแต่ความเป็น Web 2.0 ได้ช่วยให้การศึกษาในยุคนี้ง่ายขึ้นกว่าสมัยที่ผมหัดเขียนเว็บใหม่ๆ อยากรู้เรื่องอะไรก็เข้า Google เข้า Blog ที่เขียนเนื้อหาที่เราสนใจ มีความรู้ มีข้อมูลที่เราต้องการเป็นหมื่นเป็นแสน ไม่เข้าใจตรงไหนเขียนคำถามทิ้งไว้ สักพักก็มีกูรูมาตอบคำถามให้ ทำให้ผมคิดถึงโปรแกรม Chat สุดฮิตในอดีต “Pirch 98″ ซึ่งสมัยที่ผมเริ่มหัดเขียนเว็บใหม่ๆ ผมใช้มันเป็นช่องทางถามท่านกูรู ผู้รู้ทั้งหลาย ถึงปัญหา และวิธีการทำเว็บ ได้คำตอบมั่ง ได้คำด่ามั่ง (ส่วนใหญ่เค้าเอาไว้จีบกัน มีแต่ผมเข้าไปถามวิธีเขียนเว็บ -*-) กว่าจะผ่านพ้นช่วงเริ่มหัดเขียนมาได้เลือดตาแทบกระเด็น หนังสือหนังหาก็ไม่ค่อยมีขาย จำได้ว่าไปเจอหนังสือรายเดือนชื่อ Internet เล่มเก่ามากๆเล่มหนึ่ง (ปี 199x อะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว) สอนวิธีสมัครใช้พื้นที่ทำเว็บฟรีของ Geocities ตั้งแต่สมัยยังไม่โดน Yahoo สอย ผมก็เข้าไปลองกับเขามั่ง กว่าจะอัพขึ้นเว็บได้ กว่าจะทำให้มีภาพได้ผมใช้เวลาเป็นสัปดาห์ -*-
นั่นคือเรื่องราวของยุคแรก Web 1.0 ซึ่งการตอบสนองผ่านเว็บทำได้ลำบาก เว็บแรกของผม เป็นเว็บรวมงาน Thesis ของเพื่อนในรุ่น ซึ่งทำเป็น HTML + FLASH ซึ่งผมคิดว่ามันเท่มาก ในตอนนั้น แถมยังลง Address ไว้ในสูจิบัตรด้วย ไอ้เราก็คิดว่า มันต้องมีคนเข้าเพียบๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะรู้ว่ามีคนเข้า เห็นเว็บอื่นเขามีการนับจำนวนคนเข้า เอาวะ ไ ปหามาใส่มั่ง แต่ทำเองก็ไม่เป็นก็เลยไปขอของฟรีมาติด ติดไว้อยู่นาน ก็เลยได้รู้ว่า เว็บเราไม่มีคนเข้าเลย T_T
เพราะเป็น Web 1.0 เป็นการสื่อสารทางเดียว ความเป็น Communities มันจึงไม่เกิด นั่นเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่อยู่คนเดียวไม่ได้ฉันใด ผมก็ทำเว็บไว้ดูเองคนเดียวไม่ได้ฉันนั้น ผมจึงคิดโครงการทำเว็บ ที่มันมีการตอบสนอง มีการแบ่งปันทางด้านความรู้ มีการแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยผ่านตัวเว็บ
นั่นคือที่มาของเว็บ sokumaru.com ที่เปิดตัวอย่างทุลักทุเลในปี 2002 และปิดตัวลงอย่างเงียบเชียบในปี 2007 ซึ่งรูปแบบของเว็บที่มีการพูดคุยกันผ่าน Webboard มีการนำผลงานทางด้าน Graphics ในรูปแบบต่างๆของผู้ที่เป็นสมาชิกในเว็บส่งกันเข้ามา มีการโต้ตอบเขียนความคิดเห็นผ่านไดอารี่ การติดต่อสื่อสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเว็บเหล่านี้ ผมคิดว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งของ Web 2.0
และ Natapat.com นี้ ก็เป็น Web 2.0 เช่นกัน ไม่เฉพาะรูปแบบการนำเสนอแต่เพียงอย่างเดียว เทคโนโลยีที่นำมาใช้เขียนก็ถือเป็นเทคโนโลยีของ Web 2.0 เลยทีเดียว ใจจริงผมก็อยากจะเขียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ถูกเรียกว่า เป็นเทคโนโลยีของ Web 2.0 อย่าง AJAX, XML, SaaS อยู่เหมือนกัน แต่อย่างที่เขียนไปก่อนหน้านี้ ว่าผมไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งอะไร ถ้าจะเขียนแบบวิชาการ ผมคงต้องไปลอกของคนอื่น หรือไปแปลจากเว็บต่างประเทศมา
+++++ ขอต้อนรับสู่ Web 2.0 ครับ +++++
ปล. ได้ข่าวแว่วๆว่า Web 3.0 ก็จะมาแล้ว -*- แค่ี Web 2.0 ผมยังแค่เริ่มทักทาย นี่จะหนีไป 3.0 กันอีกแล้ว เฮ้อ ! เทคโนโลยี กับน้ำมันใครจะไปไกลกว่ากันนะ ช่วยบอกผมที - -’
แบ่งกันอ่านนะจ๊ะ
These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.